โรเซ่ (Ros’) วงแบล็กพิงค์(BLACKPINK) 

    โรเซ่(Ros’) ทำหน้าที่เป็นนักร้องนำของวง เธอมีเสียงที่ชวนฝัน แม้ว่านี่จะไม่ใช่ความลับแต่โรเซ่ยังคงทำให้ผู้ชมเห็นต่างออกไปด้วยความสามารถในการร้องเพลงของเธอไม่ว่าจะผ่านเพลงที่มีโน๊ตตัวสูงๆที่น่าประทับใจ หรือสงบเงียบและเสียงนุ่มนวลสไตล์เสียงที่แตกต่างของเธอทำให้เธอได้รับฉายา เสียงทองคำ

ในเกาหลีโดยมีแฟนๆบอกว่าเธอมีความสามารถในการปลอบประโลมและทำให้ผู้คนมีความสุขกับการร้องเพลงของเธอ นักวิจารณ์หลายคนยังชื่นชมการแสดงสดของเธอในขณะที่เธอต้องร้องเพลงที่เตื้อเพลงมีโน๊ตตัวสูงๆไปพร้อมกับการเต้น สิ่งที่ถึงยิ่งกว่าคือเธอสามารถแสดงได้หลากหลายสไตล์ไม่ว่าจะเป็น R&B, soul, pop หรืออันเทอร์เนทีฟ 

       โรเซ่(Ros’)มีความสามารถหลากหลายมีเหตุผล ที่ว่าทำไมเธอถึงได้อันดับหนึ่งในการคัดเลือกผู้มีความสามารถในเมลเบิร์นในวัยเด็กของเธอเธอได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ในฐานะศิลปินโดยเพิ่มเครื่องดนตรีโดยกีตาร์และเปียโนลงในรายการความสามารถของเธอนอกเหนือจากการร้องเพลง

เธอสามารถร้องเพลงได้เหมือนว่าเป็นเพลงของเธอเองในขณะที่เล่นเครื่องดนตรีอย่างเป็นมืออาชีพทำให้แฟนๆตื่นเต้นที่จะได้เห็นทักษะอื่นๆของเธอที่เธอสามารถแสดงต่อไป

 

      โรเซ่(Ros’)เป็นนักเต้นที่มีเสน่ห์นอกเหนือ จากความน่ารักด้วยน้ำเสียงของเธอแล้วนั้นโรเซ่ยังแสดงความสามารถด้านการเต้นที่ยอดเยี่ยมบนเวทีเสมอ ที่เปี่ยมไปด้วยความสมบูรณ์แบบด้วยการแสดงออกทางสีหน้าและท่าเต้นที่เพรียวบางของเธอและเพิ่มพลังกับการแสดงของ แบล็กพิงค์ BLACKPINK อย่างแน่นอน

อีกทั้งเธอยังได้เป็นนางแบบชั้นนำเพราะด้วยจากความสูงที่น่าทึ่งของเธอและสัดส่วนและความมั่นใจของโรเซ่ที่ได้กลายเป็นที่ชื่นชอบและมิวส์ของดีไซเนอร์นิตยสารเธอสามารถดึงออกมาได้แม้กระทั่งแฟชั่นชั้นสูงและเมื่อไม่นานมานี้เธอได้ขึ้นปก Dazed Korea ในลุคชุดดำทั้งหมดแสดงถึงด้านที่ดุดันของเธอ

 

       โรเซ่(Ros’) เธอรักการกินเป็นเหมือนพวกเรา เมื่อพูดถึงอาหารใครใครก็ตื่นเต้นที่สุดเมื่อมีอาหารอร่อยและโรเซ่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเธอชอบอาหารมากกว่าชีวิตอย่างน้อยนั่นก็เป็นสิ่งที่ปฏิกิริยาของเธอมักจะแสดงออกมาเธอเป็นคนที่ร่าเริงและมีความสุขในขณะที่ได้กินซึ่งโดยพื้นฐานแล้วพวกเราทุกคนก็เป็น

 

ขอบคุณเรื่องราวที่ให้นำมาเสนอ โดย แทงบอลออนไลน์ ฝากขั้นต่ำ 100

ข่าวเจ้าของไร่ยุทธนา เกษตรสวนผสมแฉกลับลูกค้าเล่าความเท็จ

จากกรณีที่มีข่าววัยรุ่นชายรายหนึ่งใช้ชื่อว่าบอส ได้โพสต์เล่าเรื่องว่าได้จองที่พักไปเที่ยวกางเต็นท์นอนที่ไร่ยุทธนา เกษตรสวนผสม แล้วไม่ได้รับการดูแล

โดยระบุว่าเมื่อไปถึงที่ไร่ ได้สอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ไร่แล้วว่าสามารถกางเต็นท์ตรงไหนได้บ้างทางเจ้าหน้าที่บอกว่าได้หมดยกเว้นตรงริมน้ำ

นายบอส จึงทำการกางเต็นท์แล้วขนของมาวางไว้ที่เต็นท์จนเสร็จ แต่หลังขนของเสร็จไม่นานทางไร่ก็มาแจ้งบอกว่าที่ตรงนี้กางเต็นท์ไม่ได้เพราะมีคนจองไว้แล้ว ให้ย้ายไปกางแถวริมน้ำ

ซึ่งบริเวณริมน้ำนายบอสเห็นว่าคนกางเต็มแล้ว และถ้าต้องไปเบียดที่กับคนอื่นเขาไม่ชอบที่สำคัญเขาได้ถามก่อนที่จะกางเต็นท์แล้วว่าได้ไหมแต่ทำไมพอเขาทำเสร็จแล้วบอกว่าไม่ได้ทำให้เขาไม่พอใจจึงขอเงินคืนแล้วย้ายไปพักที่แทน

เมื่อเรื่องราวเผยแพร่ออกไปเพื่อนของนายบอสได้ออกมาช่วยกันต่อว่าไร่ยุทธนากันมากมาย

จนเรื่องราวถึงแชร์ไปถึงเจ้าของไร่ยุทธนา ทำให้เจ้าของไร่ต้องออกมาชี้แจงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยบอกว่านายบอสให้ข้อมูลไม่หมด ไม่ละเอียดและเป็นการใส่ร้ายหมิ่นประมาทไร่ยุทธนาเป็นอย่างมาก

โดยเจ้าของไร่ได้เล่าว่า นายบอสได้ทำการจองที่พักไว้จริง เมื่อไปถึงไร่ นายบอสได้พาสุนัขไปด้วย 1 ตัวซึ่งสุนัขตัวดังกล่าวค่อนข้างตื่นคน ไม่ว่าจะเห็นหมาด้วยกัน เห็นคนแปลกหน้า เห็นอะไรก็เห่าไปซะหมดเห่าตลอดจนกลุ่มนักท่องเที่ยวที่อยู่เต็นท์ข้างๆรำคาญ เลยได้ตะโกนต่อว่าเรื่องหมาเห่าเสียงดัง 

ทางไร่ยุทธนา จึงแก้ไขปัญหาด้วยการแนะนำให้นายบอสย้ายที่การเต็นท์แทนหากนายบอสไม่สะดวก

เพราะทางไร่เองก็ไม่อยากให้ลูกค้าท่านอื่นเสียบรรยากาศเหมือนกันจึงหาทำเลอื่นให้นายบอส แต่นายบอสไม่พอใจกลุ่มลูกค้าเต็นท์รอบๆอยู่แล้ว จึงโวยวาย ไม่ยอมกางเต็นท์แล้วขอเงินคืนไม่ยอมนอน ทางไร่ยุทธนาก็คืนเงินให้ โดยนายบอสโอนเงินมา 180 บาททางไร่คืนเป็นเงินสด 160 บาทหักค่าน้ำแข็งที่นายบอสซื้อ 20 บาท

แต่เมื่อนายบอสออกมาโพสต์เหมือนทางไร่ผิดแบบนี้ทำให้ทางไร่ไม่พอใจ โดยหากนายบอสยังไม่หยุดการกระทำจะฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท เพราะทางไร่มีพยานที่เป็นลูกค้าที่มาพักในวันนั้นมากมายมาเป็นพยานให้

          สำหรับเรื่องนี้คงต้องรอดูนายบอสอีกทีว่าจะออกมาว่าอย่างไรบ้าง อันที่จริงการสำหรับเรื่องนี้การไปพักผ่อนที่ไหนก็ตามคุณไม่ควรเอาหมาไปด้วย เพราะจะเป็นรบกวนคนอื่น ไม่ใช่ว่าทุกคนจะรักสัตว์ยิ่งสัตว์ที่เห่าไม่หยุด มันสร้างความรำคาญให้คนอื่นเขามาก ดังนั้น การไปเที่ยวที่มีคนอื่นเขาไปเที่ยวด้วยควรมีมารยาทสักนิด

ว่าที่คุณหมอหูหนวก ตาบอด คนแรกของโลก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อเล็กซานดรา อดัมส์ อายุ 25 ปี

อเล็กซานดรา อดัมส์ อายุ 25 ปี นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่สี่แห่งมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์

 มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงติดอันดับหนึ่งในห้าของสหราชอาณาจักร อดัมเป็นคนพิการหูหนวกตาบอดมาตั้งแต่เกิดแต่เดิมเธอไม่เคยสนใจที่จะเป็นแพทย์มาก่อนจนกระทั่งเมื่อตอนเธออายุ 16 ปี เธอเป็นตัวแทนของนักกีฬาว่ายน้ำสหราชอาณาจักรในการแข่งขันพาราลิมปิค 2012 

 แต่กับป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลจากอาการกดไหลย้อนอย่างรุนแรงแพร่ต้องทำการผ่าตัดช่องท้องของเธอกว่า 20 ครั้งจึงทำให้เธอต้องใช้เวลารักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนานถึงหนึ่งปีกับอีกหกเดือน 

ด้วยประสบการณ์อันเลวร้ายครั้งนี้เธอจึงตัดสินใจเลิกเป็นนักกีฬาพาราลิมปิกกลับเข้าไปเรียนในโรงเรียนสอนคนตาบอดโดยมีเป้าหมายใหม่คืออยากเป็นหมอเธอต้องการช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยที่ต้องทุกข์ทรมานอย่างที่เธอเคยประสบมาก่อนแล้ว

 

หลังจบจากโรงเรียนสอนคนตาบอด 

อดัมส์ได้สมัครเข้าศึกษา ต่อในโรงเรียนแพทย์หลายแห่งแต่ทุกที่ปฏิเสธที่จะรับเธอแต่เธอก็ไม่ยอมย่อท้อต่อความตั้งใจเธอจึงยอมเสียเวลารออีกหนึ่งปีเพื่อเข้าสมัครเรียนในมหาวิทยาลัยแพทย์อีกครั้งหนึ่งแล้วในปีถัดมาเธอก็สามารถเข้าเรียนในคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ได้สำเร็จ 

แม้เป้าหมายในการเข้าเรียนคณะแพทย์จะสำเร็จแต่ด้วยอุปสรรคทั้งร่างกายทำให้เส้นทางสู่กลางฝันของเธอนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก 

     หูของเธอหนวกทั้งสองข้างตาข้างขวาบอดสนิทส่วนข้างซ้ายมองเห็นเพียง 5 เปอร์เซนต์ เธอโดนดูถูกดูแคลนทั้งจากเพื่อนนักศึกษาด้วยกันเองแล้วจะอาจารย์หมอบางคนรวมไปถึงคนไข้บางรายด้วยนี่คืออุปสรรคอีกขั้นหนึ่งในชีวิตนักศึกษาแพทย์ของเธอแต่อดัมส์ 

ก็ไม่เคยย่อท้อเธอมีความมุ่งมั่นและเชื่อมั่นในตัวเองว่าแม้การมองเห็นของเธอจะมีเพียงน้อยนิดแต่ความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจของคนไข้นั้นมันมีอยู่ในตัวเธอมากกว่าคนจำนวนมากแน่นอน

ในความมุ่งมั่นพยายามและความอดทนต่ออุปสรรคทั้งหลายของเธอ

อดัมส์โชคดีได้มีโอกาส พบกับคนพิการที่เป็นแพทย์ในสารัทธ์อเมริกาได้เจอกับหมอที่ตาบอดสนิทถึงห้าท่านเธอได้เรียนรู้เทคโนโลยีต่างๆมากมายที่จะช่วยให้การทำงานของเธอนั้นง่ายขึ้นจากแพทย์สหรัฐอเมริกาขณะนี้

 ซึ่งถือเป็นกำลังใจสำคัญให้เธอต่อสู้กับความยากลำบากและอุปสรรคต่างๆในการเรียนวิชาแพทย์ต่อไปอีกไม่นาน อเล็กซานดราออดัมส์ จะกลายเป็นคุณหมอหูหนวกตาบอดคนแรกของสหราชอาณาจักรและของโลกในเร็วๆนี้ 

“ ราชวงศ์ชัยปุระ เตรียมนำพระราชวังเข้าสู่ระบบที่พักของ Airbnb ภายในสิ้นเดือนนี้ “

      จากที่ทางซีเอ็นเอ็นได้มีการรยงานว่าราชวงศ์ชัยปุระของประเทศอินเดียจะมีการตัดสินใจ โดยการนำพระราชวังชัยปุระ หรือ City Palace เมืองสีชมพู ที่มีอายุสามร้อยกว่าปี ที่มีชื่อเสียงเป็นแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศอินเดีย เข้าสู่ระบบแอพพลิเคชั่นของที่พักใน Airbnb เป็นครั้งแรก 

โดยมีราคาค่าเข้าพักต่อคืนอยู่ที่ 7,983 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา หรือเทียบเป็นเงินไทยแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 250,000 แสนบาท 

       พระราชวังชัยปุระ สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1727 เป็นคำสั่งสร้างของมหาราชาไสวใจซิงห์ที่ 2 ผู้ซึ่งก่อตั้งเมืองชัยปุระขึ้น และก็มีเหล่าบรรดาราชวงศ์ทายาทต่ๆมากมายอาศัยอยู่ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงปัจจุบันนี้ โดยปกติแล้งพระราชวังชัยปุระจะอนุญาตให้เข้าแค่ราชวงศ์และเหล่าบรรดาแขกพิเศษของพวกราชวงศ์เท่านั้น

ส่วนการเปิดให้จองห้องพักนี้จะเริ่มเปิดให้จองวันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 นี้ และรายได้ที่ได้จากการจองห้องพักทั้งหมดก็จะถูกนำไปบริจาคที่มูลนิธิเจ้าหญิงดิยากุมารี (the Princess Diya Kumari Foundation) ที่เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างชุมชนด้อยโอกาสในรัฐราชสถาน ของประเทศอินเดียวอีกด้วย และการเข้าพักที่นี่ก็มีความพิเศษตั้งแต่ด้านการบริการตั้งแต่เริ่มจากสนามบิน พอแขกที่จะเข้ามาพักที่พระราชวังมาถุงสนามบิน ก็จะมีรถยนต์ส่วนตัวพร้อมคนขับไปรับที่สนามบินจนมาถึงที่พัก และยังมีพ่อบ้านส่วนตัวคอยดูแลแนะนำให้บริการตลอดในพระราชวัง

มีสิ่งอำนวนยความสะดวกต่างๆมากมายและยังมีความพิเศษไปจนถึงอาหารที่เสิร์ฟจะเป็นอาหารแบบดั้งเดิมของรัฐราชสถาน

อีกทั้งยังได้ชมสวนนกยูงตรงริมระเบียง และการรับประทานมื้อเช้าและมื้อเย็นจะเสิร์ฟในร้าน Baradari ที่ตั้งอยู่ในพระราชวัง และแขกที่จองที่พักที่นี่โดยผ่าน Airbnb จะได้สิทธิพิเศษซึ่งมีการบริการทัวร์พร้อมทั้งพูดบรรยายเกี่ยวกับการตกแต่งสถาปัตยกรรมของพระราชวังชัยปุระ อีกทั้งยังสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการช้อปปิ้งและเที่ยวชมรอบเมืองอีกด้วย

นักรบรับจ้าง 

      แม้สงครามเย็นระหว่างลัทธิคอมมิวนิสต์กับประชาธิปไตยที่นำมาซึ่งการสู้รบอย่างยาวนานทั้งในสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนามจะสิ้นสุดลงไปเกือบ 40 ปีแล้วก็ตาม แต่โลกปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์สงครามปะทุขึ้นในหลายภูมิภาคทั้งตะวันออกกลางและในยุโรปซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการเรียกร้องเอกราชและความต้องการที่จะปกครองตนเองจนเป็นปฏิปักษ์ และสิ่งที่มาคู่กับสงครามก็คือธุรกิจ ทหารรับจ้าง

ซึ่งผู้เกี่ยวข้องพยายามใช้ชื่ออย่างสวยรู้ว่า คอนแทร็คเตอร์

หรือพนักงานสัญญาจ้าง ทั้งที่ในความจริงแล้วคนเหล่านี้ก็คือ นักรบ ที่รับจ้างคุ้มกันหรืองานทางทหารในพื้นที่อันตราย เป็นที่ยอมรับกันว่าบริษัทที่ประกอบธุรกิจรับจ้างคุ้มกันต้องใช้ทักษะทางทหารที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในโลกก็คือ แบล็กวอร์เตอร์ ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน งานของบริษัทนี้ดำเนินการอยู่ในหลายประเทศซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแดนมิคสัญญีทั้งสิ้นโดยล่าสุดแบล็ควอเตอร์ได้เข้าไปรับงานในยูเครนแต่ใช้ชื่อของบริษัทลูกที่เป็นเครือข่ายเดียวกัน

ทหารรับจ้างคือกำลังรบขนาดเล็กที่มีผลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามกลางเมือง 

       5 ทุ่มคืนวันที่ 2 มีนาคม 2014 เหนือน่านฟ้าเมืองเคียฟนครหลวงของประเทศยูเครนซึ่งเคยเป็นหนึ่งในดินแดนของสภาพโซเวียต เครื่องบินแบบบอมบาเดีย แดช 8 ติดเครื่องหมายเลขของบริษัทอีพี ที่แพนหางดิ่งซึ่งเป็นเที่ยวบินเช่าเหมาลำมาจากอังกฤษค่อยๆลดระดับเพดานบินลงอย่างต่อเนื่องได้ร่อนลงสู่ท่าอากาศยานบาลิสโปล

พร้อมด้วยทีมปฏิบัติการซึ่งเป็นอดีตนักรบพิเศษที่เป็นชายฉกรรจ์จำนวน 70 คนล้วนแต่เป็นคอนแทร็คเตอร์ เป็นพนักงานสัญญาจ้างในสังกัดของบริษัทเกรย์สโตน ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัทแบล็ควอเตอร์ผู้อื้อฉาวแห่งวงการจากเหตุการณ์สังหารหมู่พลเรือนอิรัก 14 ราย กลางกูแบกแดดในปี 2007 โดยชายฉกรรจ์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นอดีตสมาชิกหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือหรือยูเอสเนวี่ซีล ของกองทัพสหรัฐอเมริกา

ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าเก่งกาจสุดยอดในบรรดานักรบพิเศษมีเพียงไม่กี่คนที่เป็นอดีตกำลังพลของหน่วยเดลต้าฟอร์ซของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา

ขณะที่หัวหน้าทีมในครั้งนี้คือ ริชาร์ด เบนนี่ เป็นอดีตกำลังพลของหน่วยซีลที่ผันตัวมาทำงานรับให้กับสำนักข่าวกรองหรือ ซีไอเอของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยในครั้งนี้เขาได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ประสานงานการจัดตั้งกองกำลังพิเศษให้กับรัฐบาลยูเครนเพื่อไว้รับมือกับสถานการณ์ที่รุนแรงและปะทุขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ 

 

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองเพื่อการเข้าสังคมในยุคนี้

“อยู่เมืองดัดจริต ชีวิตต้องป๊อบ”

ประโยคนี้คืออะไร มันก็คงไม่ต่างจากสำนวนที่ว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” สักเท่าไหร่เพราะมนุษย์อย่างเรานั้นเป็นสัตว์สังคม อยู่บนโลกคนเดียวไม่ได้ยังต้องพึ่งพาอาศัยเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอยู่เพื่อให้เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่พฤติกรรมการในใช้ชีวิตของเราจะถูกกำหนดจากสังคมที่อยู่แล้วสังคมที่ว่านี้มันเป็นอย่างไรกันล่ะ? หากมองในมุมหนึ่งก็ต้องบอกว่าสังคมตอนนี้ดำเนินไปด้วยวัตถุนิยมทั้งสิ้น ของใช้ต่างๆในชีวิตประจำวันต้องมีแบรนด์ เป็นที่รู้จักราคาแพง หรือแม้กระทั่งอาหารการกินเองก็ตามล้วนจะต้องเป็นไปในทิศทางนั้น

แล้วสิ่งที่กำหนดให้ต้องเป็นแบบนี้คืออะไร

ปัจจัยหนึ่งก็คือโซเชียลมีเดียต่างๆที่เปรียบเสมือนตัวกลางในการนำกระแสไปสู่ตัวบุคคลเมื่อเราได้รับรู้ข้อมูลก็ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่ากิเลสขึ้น กล่าวก็คือความอยากได้ อยากมีกิเลสเกิดขึ้นแล้วก็ต้องดับด้วยการได้มาซึ่งสิ่งของนั้น แล้วถ้าไม่ได้มาจะเป็นอะไรไหม คำตอบก็คือไม่เป็นไรเลย
เพราะถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น และไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องได้มาแต่ในทางกลับกัน ถ้าเรามองเห็นประโยชน์ของสิ่งที่มีราคาแพงมองถึงคุณค่าของมันว่าเมื่อมีราคาแพงย่อมมีคุณภาพ

การได้มาซึ่งสิ่งของนั้นย่อมเกิดประโยชน์กับตัวเราได้อย่างแน่นอนสิ่งที่กำลังจะสื่อก็คือการที่เราอยากใช้ของแพง ไม่ใช่เพียงเพราะอยากตามกระแส หรือตามใครเท่านั้นแต่มันเป็นการเลือกของที่มีคุณภาพ สิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองมนุษย์ทุกคนเต็มเปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยานด้วยกันทั้งนั้น

และความทะเยอทะยานคือสิ่งที่ขับเคลื่อนให้มนุษย์เราเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตผลจากสิ่งนี้เองทำให้มนุษย์รู้จักที่จะผลิตเทคโนโลยี นวัตกรรมหรือแม้กระทั่งแนวคิดใหม่ๆขึ้นมาใช้ในการตอบโจทย์การดำเนินชีวิตประจำวันของตนเองกล่าวก็คือไม่ใช่เรื่องผิดอะไรกับ

การที่เราจะอยากได้อยากมีสิ่งดีๆเหมือนคนอื่นๆ

การใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบันกับเรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติมากๆแต่อยู่ที่ว่าตัวเราเองนั้นมีการจัดการบริหารกับความต้องการของตัวเองอย่างไรมีการจัดลำลับความสำคัญของความต้องการนั้นหรือไม่ สามารถควบคุมตัวเองได้มากแค่ไหนอย่างไรก็ตามสังคมไม่ได้เป็นตัวกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งทิศทางชีวิตของเราหากแต่เป็นตัวเราเองที่ต้องควบคุมและกำหนดทิศทางการดำเนินชีวิตให้เป็นไปในแบบที่ต้องการ

รวมไปถึงสังคมหากจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ก็ต้องมาจากกลุ่มคนอย่างพวกเราๆที่คอยขับเคลื่อนสังคมให้เป็นไป
ในทิศทางที่เหมาะสม และเอื้ออำนวยต่อการดำเนินชีวิตต่อไป

ข้ามไปยังทูลบาร์